นกเงือก
นกเงือก เป็นนกขนาดใหญ่ ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาว
ทั่วโลกมี 55 ชนิด
มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปแอฟริกา และเอเชีย
นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว
มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง
นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง
ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง
ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขัง
ตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก
นกเงือก นับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของป่า
เพราะธรรมชาติของนกเงือกนั้นเป็นนกขนาดใหญ่
ออกหากินไกลในบริเวณป่าที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์และอาหารอย่างสมบูรณ์เช่นป่าดงดิบ
นอกจากนี้ ชีวิตคู่ของนกเงือกยังแสดงถึงความเป็นรักแท้ ผัวเดียวเมียเดียว
ชีวิตที่น่าสนใจของนกเงือกก็คือ
เมื่อนกเงือกตัวผู้และตัวเมียตกลงปลงใจที่จะเป็นคู่กันแล้ว เมื่อถึงตอนที่จะวางไข่
นกตัวผู้ก็จะพาตัวเมียไปดูโพรงหรือรังรักว่าเป็นที่พึงพอใจหรือไม่
ซึ่งโดยธรรมชาติของนกเงือกถึงแม้จะมีปากที่ใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถเจาะโพรงไม้เองได้
ต้องอาศัยโพรงที่อาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของต้นไม้
หรือที่เกิดจากการเจาะหาน้ำผึ้งของหมี หรือจากการเจาะของนกบางประเภทเพื่อกินแมลง
เมื่อทำการเสาะหาจนเป็นที่พอใจ
และเมื่อพร้อมที่จะวางไข่
นกเงือกตัวเมียก็จะเข้าไปอยู่ในโพรงไม้นั้นแล้วใช้โคลนผสมมูลของมันทำการฉาบปิดปากโพรง
โดยจะเหลือช่องเล็กๆ พอที่จะให้นกตัวผู้สามารถนำอาหารมาป้อนได้เท่านั้น
และในช่วงนี้แม่นกก็จะสลัดขนตัวเองเพื่อให้ความอบอุ่นกับไลลูกน้อย
ในช่วงนี้พ่อนกจะต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการหาอาหารเพื่อมาป้อนแม่นกและลูกนก
ถ้าในช่วงนี้พ่อนกถูกจับหรืถูกทำร้าย นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่แค่เพียงพ่อนกเท่านั้น
แต่มันหมายถึงแม่นกและลูกนกก็จะต้องตายตามไปด้วยเช่นกัน
เมื่อลูกนกเริ่มโตและขนใหม่ของแม่นกพร้อมแล้วก็จะทลายปากโพรงออกมาเพื่อช่วยหาอาหารอีกแรงหนึ่ง
นับได้ว่าชีวิตรักของนกเงือกเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นการแสดงออกของความรักที่แท้จริง
ที่สรรพสิ่งสร้างสรรค์ได้สะท้อนให้เราเห็นถึงวิถีแห่งการดำรงอยู่ของความรักที่แท้จริง
ความสำคัญของนกเงือก
นกเงือก (Hornbill) เป็นนกที่มีรูปร่างหน้าตาโบราณ
ถือกำเนิดมาไม่น้อยกว่า 45 ล้านปี จัดอยู่ในวงศ์ Bucerotidae มีอยู่ด้วยกัน 52 ชนิดในโลก ซึ่งไม่นับรวม Ground Hornbill 2 ชนิดของแอฟริกา พบได้ในป่า
และทุ่งหญ้าเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น
ในประเทศไทยมีนกเงือก 13 ชนิด
ได้แก่ นกกก (Great
Hornbill) นกเงือก กรามช้าง (Wreathed Hornbilll) นก แก๊ก (Oriental Pied Hornbill) นกเงือก
สีน้ำตาลคอขาว (White-throated Brown Hornbill) นกเงือกหัวแรด
(Rhinoceros Hornbill) นกชนหิน (Helmeted Hornbill) นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill) นกเงือกปากดำ
(Black Hornbill) นกเงือกดำ (Black Hornbill) นกเงือกสีน้ำตาล (Brown Hornbill) นกเงือกปากย่น (Wrinkled
Hornbill) นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill)
และนกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill) นกเงือกเป็นนกที่มีขนาดใหญ่
จึงถูกจัดให้เป็น Flagship species Keystone species และ Umbrella
species ของป่าเขตร้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นกเงือกมีบทบาทเด่นในระบบนิเวศป่าและหลายชนิดอยู่ในสภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
นกเงือกเป็นตัวช่วยกระจายพันธุ์ไม้ (Seed disperser) ที่มีประสิทธิภาพมาก
เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกกินผลไม้สุก และนำพาเมล็ดไปทิ้งในพื้นที่ต่างๆ ที่นกเงือกบินไปหากินในแต่ละวัน
จากการวิจัยพบว่านกเงือกกินผลไม้ได้มากกว่า 300 ชนิด 100 สกุล 40 วงศ์
โดยเฉพาะผลไม้ที่มีขนาดผลใหญ่กว่า 1.5 ซม
ซึ่งนกขนาดเล็กไม่สามารถช่วยกระจายเมล็ดได้ จึงต้องอาศัยนกเงือกเป็นกำลังสำคัญ
นกเงือกจึงช่วยรักษาความหลากหลายของพืช โดยเป็นผู้ล่าที่สำคัญของระบบนิเวศป่า
ช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลงและหนู เป็นต้น
จากความสัมพันธ์ของนกเงือกกับระบบนิเวศป่าสมบูรณ์ในแง่ต่างๆ
ทำให้นกเงือกมีความอ่อนไหวต่อพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจัดนกเงือกเป็น Indicator
species ของป่าแต่ละแบบได้อีกด้วย
หากนกเงือกมีจำนวนลดลงหรือสูญพันธุ์ไป จากพื้นที่ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ
อีกหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ตามไปด้วย โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารของนกเงือก
ลักษณะเด่นของนกเงือก
นกเงือกมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีปากขนาดใหญ่โค้ง มี โหนก (Casque) ประดับเหนือปากยกเว้นนกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill) ที่ไม่มีโหนก ลักษณะของโหนกเป็น
โพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำอยู่ภายใน แต่โหนกของนกชนหิน (Helmeted Hornbill) นั้นกว่าครึ่งความยาวของโหนกตันดุจ เดียวกับงาช้าง
โหนกของนกเงือกมีขนาดและรูปร่างหลากหลาย บ้างก็มีขนาดใหญ่ แบน กว้าง ดัง โหนกของนกกก
บ้างก็มีรูป ทรงกระบอก ทอดนอนตามความยาวของจงอยปาก มีปลายงอนดู คล้ายกับนอของแรด
ดังโหนกของนกเงือกหัวแรด อันเป็นที่มาของชื่อ Hornbill บางชนิดมีโหนกขนาดเล็ก
เป็นลอนดูคล้ายฟันกราม ของช้าง เช่น โหนกของนกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbill) นกเงือกเป็นนกที่บินเสียงดังมาก โดยเฉพาะนกเงือกขนาดใหญ่ เช่น นกกก
นกเงือกกรามช้าง เพราะด้านใต้ปีกของนกเงือกไม่มีขนปกคลุม (Under wing coverts) เมื่อกระพือปีกแต่ละครั้งอากาศจะผ่านช่องว่างโคนขนปีกจึงเกิดเสียงดัง
การทำรัง
นกเงือกจับคู่แบบ ผัวเดียวเมียเดียว ฤดูทำรังของนกเงือก
เริ่มต้นช่วงฤดูแล้ง ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ระยะนี้นกเงือก จะแยก จากฝูง
มาหากินบริเวณโพรงรังเก่าเพื่อปกป้องรังและพื้นที่ทำรัง รังของนกเงือก คือ
โพรงไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยในต้นไม้วงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) มากที่สุด ขนาดของ ต้นไม้ที่มีโพรงใหญ่พอที่นก
เงือกจะทำรังได้นั้นมีเส้นรอบวงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ในเมื่อนกเงือกไม่
สามารถเจาะโพรงรังเองได้เหมือนนกหัวขวาน จึงต้องหาโพรงไม้ใน
ธรรมชาติที่เหมาะสมแคบๆ
เพียงพอที่นกเงือกตัวผู้จะส่งอาหารให้แก่นกเงือกตัวเมียซึ่งจะออกไข่ กกไข่
และเลี้ยงลูกอยู่ภายในโพรงจนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะบินได้
จึงกะเทาะวัสดุที่ปิดปากโพรงออกมา
นกเงือกเป็นนกที่สะอาด ทั้งแม่และลูกนกจะถ่ายมูลผ่านปากโพรง
เมื่อพ่อนกป้อนอาหารเสร็จในแต่ละครั้งก็จะดูแลทำความสะอาดบริเวณปากโพรง
ส่วนอาหารที่เป็นผลไม้ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ นกเงือกจะสำรอกทิ้งออกมาภายนอกโพรง
ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของนกเงือกคือ สัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก อาทิเช่น หมาไม้
ซึ่งจะสามารถไต่ขึ้นไปถึงรังนกเงือกได้
การรวมฝูง
เมื่อฤดูทำรังสิ้นสุดลงและลูกนกเงือกบินได้เก่งแล้ว ในช่วงฤดูฝน
นกเงือกมักจะพากันมารวมฝูงกันหากินรวมกลุ่มขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างแล้วแต่ชนิดของนกเงือก
และรวมฝูงนอนตามหุบเขาลึก
อีกทั้งนกรุ่นลูกมีโอกาสจับคู่กับนกเงือกที่มาจากแหล่งอื่น
ช่วยให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมมากขึ้น
ภาระของนกเงือกต่อสังคมป่า
ด้วยลักษณะการดำรงชีวิตดังกล่าวมาแล้ว
และความหลากหลายของการกินอาหาร นกเงือกจึงเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงดุลยภาพต่างๆ
ในสังคมป่าเขตร้อนให้คงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง นกเงือกอาจมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี แต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้น
ถ้าป่าไหนมีนกเงือกอยู่ถึง 500 ตัว
ป่าเหล่านั้นจะไม่เป็นป่าที่สมบูรณ์ได้อย่างไร
อาหารของนกเงือก
ผลไม้ป่า
ที่เป็นอาหารของนกเงือกในธรรมชาตินั้นมีอยู่หลายชนิด
แต่ผลไม้ที่เป็นอาหารหลักของนกเงือกคือ ไม้สกุลไทร (Ficus sp.) โดยเฉพาะไทรพัน (Strangling fig) เพราะเป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด และผลนิ่ม ไม่มียาง
ไทรแต่ละชนิดมักมีผลสุกต่างกัน และออกผลต่อเนื่องกันไปตลอดปี
ผลไม้ป่าที่เป็นอาหารของนกเงือก ได้แก่
วงศ์ Moraceae
ไทร ไทร
(Ficus sp.) (Ficus sundaica)

ไทรย้อย ไทรลูกยาว
(Ficus kuzii) (Ficus garciniaefolia)
วงศ์ Myristicaceae

สังกะโต้ง ตาเสือใหญ่ ตาเสือ
(Aglaia lawii) (Aglaia spectabilis) (Aphanamixis
polystachya)

มะม่วงลิง ตาเสือใบเล็ก
(Chisocheton crythrocarpus) (Dysoxylum crytobotryum)
วงศ์ Lauraceae

กะทังใบใหญ่ กระทัง
(Litsea grandis) (Litsea sp.)
อาหารจำพวกสัตว์
อาหารจำพวกสัตว์ที่เป็นอาหารของนกเงือกส่วนมากเป็นเพียงอาหารเสริมที่มีความจำเป็นเพื่อช่วยเสริมการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในลูกนกที่ต้องการอาหารจำพวกโปรตีน
และแคลเซียมสูง ความหลากหลายของอาหารเหล่านี้ เช่น ไข่นก สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก
สัตว์ครึ่งน้ำ และแมลงต่างๆ








วงจรชีวิตของนกเงือก
วงจรชีวิตของนกเงือก อาจแบ่งง่ายๆ ออกได้เป็น 2 ช่วง ดังนี้
ฤดูผสมพันธุ์
ชีวิตรักของนกเงือกเริ่มต้นราวกลางเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์
นกเงือกตัวผู้จะบินไปเสาะหาโพรงไม้ โดยมีนกเงือกตัวเมียบินติดตามไปดูด้วย
นกเงือกตัวผู้จะคาบผลไม้แล้วพยายามป้อนให้นกเงือกตัวเมีย
การเกี้ยวพาราสีลักษณะแบบนี้ มักจะพบเห็นในบริเวณใกล้ๆ
กับต้นไทรหรือต้นไม้ที่นกเงือกจะใช้เป็นที่ทำรังและวางไข่
เมื่อนกเงือกตัวผู้ต้องการให้นกเงือกตัวเมียเข้าไปในโพรง
มันจะเชิญชวนด้วยการบินเข้าไปเกาะปากโพรงแล้วยื่นจะงอยปากเข้าไปในโพรง
บางครั้งก็ใช้ด้านข้างของจะงอยปากตีรัวเบาๆ กับผนังปากโพรงทั้ง2ข้างจากนั้นมันจะบินออกมาเกาะที่กิ่งไม้หากนกเงือกตัวเมียมีความพร้อมมันจะบินไปเกาะปากโพรงแล้วมุดหัวเข้าไปสำรวจดูภายในโพรงว่าข้างในมีสภาพเหมาะสมสำหรับใช้เป็นที่วางไข่และเลี้ยงลูกอ่อนหรือไม่เมื่อนกเงือกตัวเมียรับการเชิญชวน
มันจะมุดเข้าไปในโพรงเพื่อทำความสะอาด แล้วเริ่มปิดปากโพรงเสียใหม่โดยใช้วัสดุเท่าที่จะหาได้ภายในโพรงผสมกับมูลของมันรวมทั้งอาหารที่มันสำรอกออกมา
เมื่อนกเงือกตัวเมียขังตัวเองอยู่ภายในโพรงเรียบร้อยแล้ว
นกเงือกตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลอย่างดีน่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ในระยะแรกๆ
ของการทำรังคือช่วงที่ตัวเมียฟักไข่อยู่นั้น นกเงือกตัวผู้จะป้อนอาหารไม่บ่อยนัก
อาหารส่วนมากจะเป็นพวกผลไม้
และช่วงนี้เองที่นกเงือกตัวเมียจะผลัดขนใหม่โดยเฉพาะขนปีกครั้นลูกนกฟักออกจากไข่เป็นตัวแล้ว
นกเงือกตัวผู้ต้องรับภาระหนักมากยิ่งขึ้นโดยพ่อนกจะนำอาหารมาป้อนตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งหลังพระอาทิตย์ตก
การป้อนอาหารจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงประมาณวันละ 10 ครั้งหรือกว่านั้น
อาหารที่พ่อนกนำมาป้อนมีความหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือสัตว์เมื่อลูกนกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
พ่อนกและแม่นกยังคงหาอาหารมาป้อน และช่วยสอนให้ลูกนกบินร่อนไปในหมู่ไม้อีกประมาณ 5-6
เดือน หรือจนกว่าใกล้จะถึงฤดูทำรังใหม่ก็เป็นอันว่าลูกนกเจริญเติบโต
สามารถหาอาหารและดูแลตัวเองได้
นอกฤดูผสมพันธุ์
หลังจากที่แม่และลูกนกเงือกออกจากโพรงแล้ว
ระยะแรกของฤดูนี้มักเห็นนกเงือกอยู่กันเป็นครอบครัว พอถึงกลางฤดูฝน
นกเงือกจะรวมฝูงกันมากขึ้นในช่วงที่รวมฝูงกันอยู่นั้น ทุกๆ เช้า ฝูงนกเงือกจะค่อยๆ
ทยอยบินออกจากที่เกาะนอนไปยังแหล่งอาหาร จนกระทั่งตอนเย็น
นกเงือกก็จะทยอยบินมาเกาะนอนรวมกันบนต้นไม้ในหุบเขาครั้นถึงกลางฤดูหนาวซึ่งใกล้ฤดูผสมพันธุ์
จำนวนของนกเงือกในฝูงก็จะเริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ และเริ่มแยกเป็นคู่ๆ
กลับไปยังโพรงเก่าหรือเสาะหาโพรงใหม่ เพื่อทำรังและวางไข่อีกครั้ง
วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า
นกเงือกในประเทศไทย
ประเทศไทยมีนกเงือก
13
ชนิด ซึ่งในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตส่วนหนึ่งอยู่ใน
จังหวัดนครราชสีมา มี 4 ชนิด ได้แก่ นกกก หรือ นกกะวะหรือ
นกกาฮัง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู่กี๋ และ นกแก๊ก หรือนกแกง
และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา พบ 9 ใน 12 ชนิดของนกเงือกที่พบในไทย ได้แก่ นกเงืกปากย่น นกเงือกชนหิน นกแก๊ก นกกก
นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกหัวแรด นกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง
1.นกกก (Hornbill, Great Indian Hornbill, Great Pied Hornbill) หรือที่รู้จักกันในชื่อ นกกะวะ หรือ นกกาฮัง เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก
นกกกสามารถพบได้ในป่าของอินเดีย คาบสมุทรมลายูและสุมาตรา อินโดนีเซีย
ด้วยขนาดและสีทำให้นกกกเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญเชิงวัฒนธรรมและพิธีกรรมในหลายชนเผ่า
นกกกเป็นนกที่มีอายุยืน นกในกรงเลี้ยงสามารถมีอายุได้ถึง 50 ปี
ปกติจะกินผลไม้เป็นอาหาร แต่บางครั้งจะกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก
สัตว์เลื้อยคลาน และนกเป็นอาหาร
รูปตัวอย่าง

2. นกเงือกหัวแรด เป็นนกเงือกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
มีความยาวลำตัวประมาณ 120 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย
โดยตัวเมียมีขนาดลำตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย มีโหนกบริเวณหูและตาซีดกว่าตัวผู้
นอกนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก ขนบนปีกและตัวสีดำ ท้องและหางมีสีขาวและมีแถบสี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น